กลับไปยังรายบอร์ด ตอบกลับ โพสต์ใหม่
การเลือกงาน

ควร เลือกให้ตรงกับคุณสมบัติของตนเอง หรือประสบการณ์ที่มีอยู่สอดคล้องกับงานและต้องรู้ว่า ตนเองชอบ หรือรักงานด้วย หลายคนสมัครงานตามเพื่อน หรือมีผู้แนะนำ หรือมีผู้นำไปฝาก หรือสมัครส่งเดชไป เพื่อจะให้นายจ้างเลือกความเหมาะสมให้ โดยที่ผู้สมัครงานเลื่อนลอยไม่มีเป้าหมายในชีวิตขาดการวางแผนที่ดี นายจ้างคงไม่มีเวลาพอที่จะพิจารณา หรือให้โอกาสแก่ผู้สมัครงานประเภทนี้ มีผู้สมัครจำนวนมากที่ไปสมัครงาน โดยคุณสมบัติไม่ตรงกับงานที่นายจ้างประกาศรับ

บางคนจะเกิดการขัด แย้งขึ้นภายในใจที่จะเลือกสมัครอะไรดี เช่น บางคนสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีการเงิน และสำเร็จการศึกษาปริญญาโทการตลาด เกิดความขัดแย้งในใจว่า จะเลือกเส้นทางเดินสายการเงินหรือการตลาดดี

ฉะนั้น การที่ตัดสินใจเลือกงานต้องมีความมั่นใจในตนเอง และมีคุณสมบัติเพียงพอ เพราะการเริ่มนับหนึ่งบ่อย ๆ นั้นมันไม่เป็นผลดีแน่ และจงอย่าเลือกสมัครงานที่คิดว่า งานนั้นง่าย ๆ สบาย ๆ จงคิดว่างานนั้นมีปัญหาที่รอการแก้จากคุณ และนำพาชีวิตคุณไปสู่ความฝันที่คุณฝันไว้

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณจะได้อะไรมากกว่าตำแหน่งงานที่คุณสมัคร หากเพียงคุณรู้จักมีองค์ประกอบในการเลือกบริษัทควบคู่ไปด้วย ระหว่างตำแหน่งงานเดียวกัน เพียงแตกต่างที่บริษัทเท่านั้น ตัวคุณจงมองปัจจัยต่าง ๆ ประกอบ เช่น ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของบุคลากรว่าเป็นอย่างไรบ้าง, ศักยภาพของแผนก I.T. ในด้านจะนำพาวิสัยทัศน์ของบุคลากร ก้าวหน้าทันสมัย ความเป็นสากล การพัฒนาข้อมูลเพื่อให้เกิดประโยชน์ ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศได้หรือไม่อย่างไร หรือภายใต้ตำแหน่งงานที่รับผิดชอบคุณจะรุ่งโรจน์แค่ไหน บริษัทมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุน ให้คุณมีอำนาจการตัดสินใจด้านใด และมีขอบเขตแค่ไหน การบริหารงานโดยอิสระได้หรือไม่อย่างไร การใส่ใจทุกข์ สุขของบุคลากร รวมทั้งสิ่งดีงามภายในองค์กร ที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตครอบครัวหรือสังคมอย่างไร บริษัทก็เป็นองค์ประกอบในการเลือกงานของคุณเช่นกัน



การเขียนResume

Resume นั้นเป็นเอกสารที่บอกรายละเอียด คุณสมบัติพื้นฐาน อย่างกว้าง ๆ ผู้สมัครหลายคนจะเขียนคล้าย ๆ กัน แต่ส่วนที่นายจ้างจะนำมาพิจารณานั้นดังรายละเอียดต่อไปนี้



1.รูปถ่าย

" ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดพันคำ" ภาพถ่ายของคุณไม่เพียงแต่จะบอกนายจ้างว่าคุณมีรูปร่าง หน้าตาอย่างไรเท่านั้น แต่มันยังสามารถบ่งบอกถึงภูมิลำเนา เชื้อชาติ ศาสนาได้ด้วย เช่นคุณเป็นคนเหนือ คนอิสาน คนใต้ คนจีน คนไทยมุสลิม ฯลฯ ซึ่งสามารถเห็นได้จากรูปภาพ ที่สำคัญภาพถ่ายยังสามารถบอกได้ถึงบุคลิก และสภาวะทางอารมณ์ของคุณ ความเป็นตัวตนบางส่วนของคุณ จะถูกส่งผ่านมายังนายจ้างทางรูปถ่าย ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความร่าเริง ความน่าเชื่อถือ หรือความไม่น่าไว้ใจ ดังนั้นจึงอยู่ที่ตัวคุณว่าจะเลือกส่งข้อมูลแบบใดให้นายจ้าง การถ่ายภาพที่แสดงถึงความสดใส น่าไว้ใจ และมนุษย์สัมพันธ์อันดี น่าจะเป็นการสร้างความประทับใจแรกที่ดีให้เกิดแก่นายจ้างของคุณ


2.ที่อยู่

สภาวการณ์ ในปัจจุบันนี้ การจราจรเป็นปัญหาระดับชาติ ฉะนั้นแล้ว นายจ้างจะดูที่อยู่คุณว่าใกล้องค์กร หรือการเดินทางสะดวกหรือ ความสะดวกในการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นายจ้างจะพิจารณาเรียกคุณมา สัมภาษณ์ อันที่จริงแล้ว คุณเองก็ควรจะพิจารณาด้วยเช่นกันว่า หากได้เข้ามาทำงานจริงๆ คุณจะสามารถทำงานได้หรือไม่ หากอยู่ไกล หรือเดินทางไม่สะดวก ก็ไม่ควรตัดสินใจสมัคร นอกจากองค์กรบางแห่งจะมีที่พักให้ลูกจ้างซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงานไว้ให้

3.ภาวะผู้นำ

นาย จ้างจะดูได้จากการทำกิจกรรม งานพิเศษระหว่างศึกษา การอบรมโครงการต่าง ๆ เช่น คุณเคยเป็นประธาน หัวหน้าโครงการหรือกิจกรรมหรือไม่ มีความรับผิดชอบแค่ไหน แม้ผลการเรียนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่กิจกรรมก็สามารถพิสูจน์ภาวะผู้นำของคุณได้ รวมถึงยังสามารถแสดงถึงความกระตือรือล้นที่จะใฝ่หาประสบการณ์ในชีวิต ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจของนายจ้างมากกว่าการแสดงเพียงผลการ เรียนอย่างเดียว

4.ผลการเรียน

หลายคนอาจมองว่า ผลการเรียนไม่สามรถพิสูจน์ศักยภาพของคนได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยผลการเรียนก็พิสูจน์ความพยายาม ความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงที่คุณจะเอาชนะตนเอง และเอาชนะปัญหาต่างๆ ได้ ดังนั้น ผลการเรียนที่ดี ก็น่าจะบอกนายจ้างได้ว่า คนที่เขาจะจ้างจะมีความรับผิดชอบ และตั้งใจกับงานที่เขาจะมอบหมายอย่างไร



จดหมายแนะนำตัว


ประสบการณ์จากการทำงานหรือทำกิจกรรม ที่ทำขณะเป็นนักศึกษาให้เลือกประสบการณ์จากการทำงาน หรือ กิจกรรมที่ตนเองรับผิดชอบได้ดีที่สุดและคิดว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ๆ ในแง่ไหน อาทิ ความตรงต่อเวลา เป็นผู้นำกลุ่มที่ดี ประสานงานดี มีวิสัยทัศน์ ความไว้วางใจจากอาจารย์ การสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน เป็นนักศึกษาดีเด่นของสถาบัน การได้ทุนเรียนดี นักกีฬา ฯลฯ ตัวอย่างที่เห็นทั่วไปเช่น การเป็นศิลปินนักร้องในปัจจุบัน ใคร ๆ ก็เป็นได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น ก็คือ ใครที่สามารถเขียนเพลงได้, Entertain ได้ดี หรือ นักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษก็มีมากมาย แต่ใครที่เป็นอย่าง ไมเคิล โอเว่น หรือ เดวิด เบคแฮมได้บ้าง ตรงนี้แหละที่เราจะแสดงออกมาว่าเราเหนือกว่าคนอื่นอย่างไร

สำหรับ กิจกรรมบางประเภทนั้น ต้องดูที่องค์กรด้วยว่าเป็นองค์กรประเภทไหน และเอื้อประโยชน์ต่อการนำเสนอกิจกรรมของผู้สมัครหรือไม่ กิจกรรมที่นายจ้างหลายองค์กรไม่ต้องการคือ กิจกรรมการเมืองในมหาวิทยาลัย เช่นเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย ผู้นำ Mob ต่าง ๆ แม้บางทีคุณทำได้ดี แต่องค์กรทั่วไป ไม่ต้องการคนหัวแข็งและการเมืองจนเกินไป เพราะไม่สามารถดูแลและควบคุมได้

ความ สามารถและการปฏิบัติงานพิเศษ เช่น การกลับดึกได้ การไปต่างจังหวัดได้ หรือทำงานโดยไม่มีข้อแม้ได้ ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่นายจ้างต้องการ และสิ่งที่ไม่น่าเขียนลงไปในจดหมาย เช่น การวิงวอนให้เกิดความสงสาร เพราะแทนที่จะเป็นผลดี มันอาจจะเป็นผลเสียต่อผู้สมัครงานเสียเอง



การเตรียมตัวเพื่อสัมภาษณ ์และการสัมภาษณ์งาน




1.บุคลิกภาพ (Personality)

แรกพบกัน คุณอยู่ในสายตาของผู้สัมภาษณ์เสมอ ตั้งแต่คุณไปถึงบริเวณองค์กร
หรือ เข้าสัมภาษณ์ การแต่งกาย ,การเคารพสถานที่, การเคารพผู้สัมภาษณ์ การเดิน การนั่ง การวางตัว การพูด น้ำเสียง อารมณ์ ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ภาวะของการเป็นผู้นำ จะเป็นปัจจัยที่ผู้สัมภาษณ์สนใจ มิใช่เพียงการพูดคุยในห้องสัมภาษณ์ในห้องสัมภาษณ์เท่านั้น ในสภาวะการณ์เผิชญหน้ากันระหว่างคุณกับนายจ้างเมื่อแรกพบนั้น เพียงดูที่บุคลิกภาพ นายจ้างสามารถบอกได้ว่า คุณเข้าตากรรมการหรือไม่ การสัมภาษณ์จะสิ้นสุดลงในเวลาอันรวดเร็ว หรือดำเนินต่อไปเป็นการสนทนาที่น่าประทับใจส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ ที่นายจ้าง
เห็นเมื่อแรกพบนี่แหละ

2.ทัศนคติ (Attitude)

การ ที่ลูกจ้างมีสิทธิเข้ารับการสัมภาษณ์ ถือว่าผ่านการคัดเลือกเบื้องต้น โดยดูจากประวัติและใบสมัครมาแล้ว แต่สิ่งที่นายจ้างต้องการคือ ทัศนคติของคุณ มุมมองที่คุณมองนายจ้าง มองตำแหน่งที่สมัครเป็นอย่างไร มีเป้าหมายในการทำงานกับนายจ้างและเป้าหมายในชีวิตอย่างไร คุณสามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรม ปณิธาน และวิสัยทัศน์ ขององค์กรและร่วมงานกับคนอื่นได้ดีหรือไม่ คุณจะให้อะไรแก่นายจ้างได้บ้าง ในสภาวะกดดันคุณสามารถอดทนได้แค่ไหน ทั้งในปัจจุบัน และสืบไปในอนาคต

3.ความภักดี ( Loyalty)

ปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ ประสบปัญหาลูกจ้างเปลี่ยนงานบ่อย หรือลูกจ้างลาออกบ่อย อาจจะเพื่อศึกษาต่อ หรือเปลี่ยนงานเมื่อลูกจ้างลาเพื่อศึกษาต่อ มักมีผลกระทบต่อองค์กรโดยตรง และจากประเด็นปัญหาดังกล่าว นายจ้างจึงต้องการลูกจ้างที่มีความภักดีต่อองค์กรเป็นอย่างมาก ในขณะที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปค่านิยมของคนก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

การ ที่จะรู้ได้ว่าคุณมีความภักดีมากน้อยแค่ไหน นายจ้างจะดูที่ประวัติการทำงานและระยะเวลาของคุณกับองค์กรเดิมของคุณ การร่วมกิจกรรมนักศึกษาอย่างต่อเนื่องก็สามารถวัดความภักดีของคุณได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณก็มีความคิดที่จะ ‘ให้’ องค์กรบ้าง มิใช่อยากแต่เพียง ‘ได้’ อย่างเดียว สิ่งเหล่านี้สามารถให้ความมั่นใจแก่นายจ้างได้ว่าคุณจะไม่เปลี่ยนงานเพราะ เพียงผลตอบแทน
ที่มากกว่าเพียงอย่างเดียว

4.Yes หรือ No

หาก นายจ้างตกลงรับคุณแล้ว และนายจ้างต้องการให้คุณตัดสินใจทันทีหลังการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง คุณควรตัดสินใจได้เพียง Yes หรือ No เท่านั้น เนื่องจากก่อนสมัครงานในตำแหน่งนี้ คุณต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานนี้มาพอสมควร หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลมากขึ้นจากการสัมภาษณ์ คุณก็น่าจะตัดสินใจได้ การแสดงความโลเล มีข้อแม้ ไม่แน่ใจ อาจทำให้นายจ้างเห็นว่าอันที่จริงคุณไม่ได้มีความสนใจองค์กรนั้นเท่าที่ควร หรือมิเช่นนั้น นายจ้างก็อาจจะเข้าใจได้ว่าคุณขาดความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ ซึ่งไม่ว่านายจ้างจะคิดแบบใดก็มิใช่ผลดีแก่คุณเลย

ที่มา : http://www.mesutstudent.com/board/showthread.php?tid=223
มีทิปon Google+
มีทิป :
กลับไปยังรายบอร์ด ตอบกลับ โพสต์ใหม่